Posts by date

นักวิทยาศาสตร์คนแรกของโลก

Posted by admin on October 28, 2012 (Comments Closed)
in Uncategorized
as

นักวิทยาศาสตร์คนแรกของโลก

โดยทั่ว ๆ ไปในวงการวิทยาศาสตร์ เมื่อกล่าวถึงนักวิทยาศาสตร์คนแรก ของโลกแล้ว ก็มักจะกล่าวถึง เทลีส (Theles) นักปราชญ์และนักวิทยาศาสตร์ชาวกรีก ผู้มีชีวิตอยู่ระหว่างปี 624 ถึงปี 546 ก่อนคริสตศักราช  แต่ก่อนยุคสมัยของเทลีสถึงกว่าสองพันปี มีบุคคลสำคัญ สำหรับวงการ วิทยาศาสตร์อีกคนหนึ่ง ซึ่งน่าจะได้รับการยกย่องเป็นนักวิทยาศาสตร์คนแรกของโลก เขาคือ อิมโฮเทป (Imhotep) ประวัติชีวิตส่วนตัวของอิมโฮเทปไม่เป็นที่ทราบกัน เท่าที่ทราบจากหลักฐาน โบราณคดี มีเพียงว่า เขาเป็น ชาวอียิปต์ เป็นที่ปรึกษาขององค์ฟาโรห์โซเซอร์ แห่งอียิปต์ ผลงานที่ทำให้เขาน่าจะได้รับการยกย่อง เป็นนักวิทยาศาสตร์ คนแรกของโลก คือ เขาเป็นคนออกแบบ และควบคุมการ สร้างพีระมิดแบบขั้นบันได ที่หมู่บ้านซักคาราใกล้ ๆ กับเมืองเมมฟีส ของอียิปต์โบราณ นอกเหนือไปจากผลงานที่แน่ชัด เกี่ยวกับ พีระมิดแล้ว อิมโฮเทปก็ได้รับการยกย่องว่า มีความรู้ใน ด้านต่าง ๆ อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทางด้าน การแพทย์โบราณ จนกระทั่งได้รับการยกย่อง โดยชาวกรีก รุ่นต่อมาว่า เป็นเสมือนหนึ่งเทพเจ้าแห่งการแพทย์ ทีเดียวอิมโฮเทป เกิดและตายเมื่อไร ไม่มีหลักฐานปรากฏแน่ชัด เท่าที่ทราบกันคือ ช่วงที่เขามีผลงานเด่นมาก เป็นช่วงระหว่างปี2980 ถึง 2950ก่อนคริสตศักราช หลังจากที่อิมโฮเทปถึงแก่กรรมไปแล้ว ก็ไม่ปรากฏมีคนเก่งในระดับที่สมควรจะได้รับ การยกย่อง เป็นนักวิทยาศาสตร์ของโลกอีกเลย เป็นเวลานานกว่าสองพันปี จนกระทั่งถึงคนเก่งที่ชื่อ เทลีส  ดังนั้นโดยสรุปแล้ว ผู้ที่สมควรจะได้รับการยกย่อง เป็นนักวิทยาศาสตร์คนแรก ของโลก จึงน่าจะเป็น “อิมโฮเทป” แต่ถ้าจะต้องมีการอ้างอิงหลักฐาน ตลอดจนความ น่าเชื่อถือของหลักฐานแล้ว สมควรที่จะได้รับการยกย่อง

วิทยาศาสตร์ของตัวดูดน้ำ

Posted by admin on October 23, 2012 (Comments Closed)
in Uncategorized
as

วิทยาศาสตร์ของตัวดูดน้ำ

ของเล่นตัวดูดน้ำประกอบด้วยวัสดุ 2 ชนิดคือ สารโพลิอะคริลามีด (polyacrylamide) และสารไวนิลอะซีเตด-เอทิลีนโคโพลิเมอร์ (vinylacetate-ethylene copolymer) สารโพลิอะคริลามีดเป็นโพลิเมอร์ที่มีสมบัติของการดูดซับน้ำไว้ในโมเลกุลได้เป็นจำนวนมาก ผลการทดลองในห้องปฏิบัติการพบว่า สารสามารถดูดซับน้ำกลั่นในปริมาณมากกว่าน้ำหนักโพลิเมอร์ถึง 800 เท่า แต่หากทดลองกับน้ำชนิดอื่นอย่างเช่นน้ำประปาแล้ว ความสามารถในการดูดซับน้ำจะลดลง เพราะโดยทั่วไปน้ำประปามีสารต่าง ๆ เจือปนและแขวนลอยอยู่ สารนี้นอกจากถูกนำมาใช้เป็นของเล่นตัวดูดน้ำแล้วยังนิยมใช้เป็นดินวิทยาศาสตร์ที่มีลักษณะเหมือนวุ้นใสมีสีสันสวยงาม เพราะสามารถเก็บกักน้ำได้มากซึ่งช่วยให้ไม่ต้องเสียเวลาในการรดน้ำบ่อย ในทางวิชาการนั้น สารที่มีสมบัติดูดซับน้ำได้ในปริมาณมากจะถูกเรียกว่า สารโพลิเมอร์ดูดซับยิ่งยวด (super absorbent polymer – SAP) นอกจากสารโพลิอะคริลามีดที่ได้กล่าวมาแล้ว ยังมีสารอื่น เช่น สารโพลิอะคริลิกแอซิด (polyacrylic acid) สารโซเดียมโพลิอะคริเลต (sodium polyacrylate) เป็นต้น สารสองชนิดนี้เป็นสารดูดซับยิ่งยวดที่ถูกนำมาประยุกต์ใช้กับการดูดซับน้ำเช่นกัน แต่นิยมใช้เป็นสารดูดซับน้ำสำหรับผลิตภัณฑ์อย่างพวกผ้าอ้อมสำเร็จรูปสำหรับเด็ก-ผู้ใหญ่ และผ้าอนามัยมากกว่า สำหรับวัสดุชนิดที่สองที่เป็นอีกองค์ประกอบหนึ่งของตัวดูดน้ำคือ สารไวนิลอะซีเตด-เอทิลีนโคโพลิเมอร์ซึ่งเป็นโพลิเมอร์ได้จากปฏิกิริยาการเกิดโพลิเมอร์ระหว่างไวนิลอะซีเตดโมโนเมอร์ กับเอทิลีนโมโนเมอร์ โพลิเมอร์นี้ทำหน้าที่เป็นเสมือนแกนโครงสร้าง ทำให้ตัวดูดน้ำไม่สูญเสียรูปทรงไปเพราะการพองตัว ผู้เล่นจึงสามารถแช่ตัวดูดน้ำจนพอง นำมาผึ่งหรือตากให้น้ำระเหยแห้ง แล้วนำมาแช่น้ำซ้ำใหม่ได้หลายครั้ง โดยไม่ว่าจะแช่น้ำจนพองหรือหลังจากตากแห้งแล้ว รูปลักษณ์ (ไม่ใช่ขนาด) ของตัวดูดน้ำก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลง

การทดลองวิทยาศาสตร์ง่ายๆ

Posted by admin on October 18, 2012 (Comments Closed)
in Uncategorized
as

การทดลองวิทยาศาสตร์ง่ายๆ

ออกซิเจนช่วยให้ไฟติด วิธีทำการทดลอง นำเทียนไขมา 1 แท่ง แก้วน้ำ 1 ใบ ไม้ขีดไฟ 1 กลัก แล้วจุดเทียนไข ให้ติดไฟ ตั้งเทียนไว้ให้มั่นคง จากนั้นเอาแก้วน้ำ มาครอบเทียนไข ที่จุดไว้ ให้ทำการสังเกต และบันทึกผล การทดลอง ผลการทดลอง      จะพบว่า เมื่อเราใช้แก้ว ครอบเทียนไข ลักษณะของเปลวไฟ จะค่อยหรี่ลงๆ จนในที่สุดเทียนไขจะดับ เหตุที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะ ในอากาศมี ออกซิเจนอยู่ ซึ่งออกซิเจน มีคุณสมบัติที่ ช่วยในการติดไฟ เมื่อเราครอบแก้วลงไป เทียนไขจะสามารถ ส่องสว่าง ต่อไปได้อีกสักครู่หนึ่ง จนเมื่อออกซิเจน ถูกเผาไหม้หมด เทียนไข ก็จะดับลงทันที  แสงเดินทางเป็นเส้นตรง วิธีทำการทดลอง หากระดาษแข็งมา 3 แผ่น แล้วเจาะรูตรงกลางทุกแผ่น จากนั้นนำกระดาษ ทั้ง 3 แผ่น มาเรียงให้รูตรงกลาง อยู่ตรงกัน จุดเทียนไข 1 แท่ง ให้ติดไฟ ตั้งไว้หลังแผ่นกระดาษทั้ง 3 แผ่น ให้พอมองผ่านรูในกระดาษทั้ง 3 แผ่นได้ แล้วลองขยับกระดาษแผ่นใดแผ่นหนึ่ง โดยพยายามไม่ให้รูตรงกัน ให้ทำการสังเกต และบันทึกผล การทดลอง ผลการทดลอง จะพบว่า เมื่อรูกระดาษในกระดาษ อยู่ในตำแหน่งที่ตรงกัน เราก็จะสามารถ มองเห็นเทียนไขได้ เมื่อเราขยับ แผ่นกระดาษ แผ่นใดแผ่นหนึ่ง เราจะไม่สามารถมองเห็น แสงของเทียนไขได้ เหตุที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะ คุณสมบัติของแสง ที่เดินทาง เป็นเส้นตรงเสมอ อากาศมีตัวตนและมีแรงดัน วิธีทำการทดลอง      หาลูกโป่งมา 1 ลูก วางไว้บนโต๊ะ แล้วหาหนังสือเล่มหนาๆ มาวางทับ บนลูกโป่ง จากนั้นให้เป่าลูกโป่ง ให้พองตัวขึ้นทีละน้อยๆ แล้วทำการสังเกต และบันทึกผล การทดลอง  ผลการทดลอง จะพบว่า เมื่อเราเป่าลูกโป่ง ให้พองตัวขึ้น ทีละน้อย ลูกโป่งจะสามารถ ยกหนังสือขึ้นได้ ยิ่งเป่าลมเข้าไปมากเท่าใด หนังสือก็จะถูกยกสูง มากขึ้นเท่านั้น เหตุที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะ อากาศมีตัวตนและมีแรงดัน การทดลองว่าไข่ดีหรือเน่า วิธีทำการทดลอง นำแก้วน้ำมา 2 ใบ ใส่น้ำลงไปพอสมควร แล้วนำไข่ดีมา 1 ฟอง ไข่เสียมา 1 ฟอง จากนั้นนำไข่ดี ใส่ลงไปในแก้วใบที่ 1 และนำไข่เสีย ใส่ลงไปในแก้วใบที่ 2 แล้วทำการสังเกต และบันทึกผล การทดลอง  ผลการทดลอง จะพบว่า ไข่ที่ใส่ลงไป ในแก้วใบที่ 1 นั้นจะจมน้ำ ไข่ที่ใส่ลงไป ในแก้วใบที่ 2 นั้นจะลอยน้ำได้ สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะ ในไข่เสีย จะมีฟองอากาศที่ เกิดจากการเน่าเสียอยู่ ไข่เสียจึงลอยน้ำได้ ส่วนไข่ดี ไม่มีฟองอากาศ จึงจมน้ำ

7 กลยุทธ์ “วิทยาศาสตร์ปลอม”

Posted by admin on October 13, 2012 (Comments Closed)
in Uncategorized
as

7 กลยุทธ์ “วิทยาศาสตร์ปลอม” ความตื่นตระหนกเรื่องวันหายนะของโลกนั้น ส่วนหนึ่งเกิดขึ้นจาก “วิทยาศาสตร์ปลอมๆ” ที่มีตั้งแต่ความเข้าใจในวิทยาศาสตร์ที่คลาดเคลื่อน มายาคติ วิทยาศาสตร์เทียม ไปจนถึงการหลอกลวงต้มตุ๋น ซึ่งมีการหลอกล่อด้วยกันถึง 7 กลยุทธ์ วิทยาศาสตร์จอมปลอมมีหลายระดับ ตั้งแต่ การเข้าใจแนวคิด วิทยาศาสตร์แบบผิดๆ (Misconception) บางครั้งเป็นการจับแพะชนแกะ ซึ่งเมื่อฝังรากลึกทำให้กลายเป็นมายาคติ (Myth) ถัดมาคือวิทยา ศาสตร์เทียม (pseudo-science) ซึ่งเป็นระบบความคิด ที่อ้างว่าเป็นวิทยาศาสตร์ เช่น โหราศาสตร์ซึ่งมีการเคลื่อนที่ของดวงดาวจริง แต่มีการตีความที่ไม่ใช่หลักสถิติ และรุนแรงสุดคือการหลอกลวงต้ม ตุ๋น (Fraud) ทั้งนี้ กลยุทธ์ในการเผยแพร่วิทยาศาสตร์จอมปลอมนั้น มักเป็นรูปแบบเดิมๆ ซึ่งแบ่งได้เป็น 7 กลยุทธ์ คือ 1.นำเสนอผลิตภัณฑ์หรือลัทธิความเชื่อที่มีมีผู้คนสนใจจำนวนมาก โดยอ้างว่าสอดคล้องกับวิทยาศาสตร์ ใช้ศัพท์วิทยาศาสตร์ฟังยาก นำคำศัพท์ ทฤษฎีและผลลัพธ์ทางวิทยาศาสตร์มาใช้อย่างสับสน  2.สร้างความน่าเชื่อถือด้วยการอ้างหลักฐานสนับสนุน เช่น ได้รับสิทธิบัตร ทั้งๆ ที่สิทธิบัตรคือการอ้างของผู้ขอว่าสิ่งที่ยื่นจดนั้นเป็นอย่างไร ซึ่งเราต้องถามว่าสิทธิบัตรที่ได้รับนั้น “อ้างอะไร” 3.ใช้การสาธิตเพื่อโน้มน้าว เช่น สาธิตน้ำมันชนิดใหม่โดยขับรถยนต์ทดสอบ 200-300 [...]

คลื่นวิทยุมลพิษชนิดใหม่

Posted by admin on October 9, 2012 (Comments Closed)
in Uncategorized
as

คลื่นวิทยุมลพิษชนิดใหม่ เมื่อ พ.ศ. 2431 นักฟิสิกส์ชาวเยอรมันเชื้อสายยิวผู้ หนึ่งชื่อ ไฮน์ริช เฮิรตซ์ ได้ค้นพบคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าระหว่างขั้ว ไฟฟ้าสองขั้วที่เกิดจากการสปาร์ก และรับสัญญาณที่สปา ร์กนี้ได้ในระยะไกลหลายเมตร การค้นพบครั้งนี้ถือได้ว่าเป็นการ ค้นพบทางวิทยาศาสตร์ครั้งสำคัญที่สุดครั้ง หนึ่ง เพราะต่อมาได้มีการนำคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่เฮิรตซ์ค้น พบ (ซึ่งในสมัยนั้นเรียกว่า คลื่นเฮิรตซ์ (Hertzian waves) มาประยุกต์ใช้ในการสื่อสาร โดยใน พ.ศ. 2441 มาร์โคนี นักประดิษฐ์ชาวอิตาเลียน สามารถสร้างระบบส่งและรับโทรเลขโดยใช้คลื่น แม่เหล็กไฟฟ้าได้เป็นผลสำเร็จ ถัดมาอีก 3 ปี คือใน พ.ศ. 2444 มาร์โคนี ประสบความสำเร็จครั้งใหญ่เมื่อสามารถส่งคลื่น เฮิรตซ์ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก จากประเทศอังกฤษไปยังนิ วฟาวน์แลนด์ ประเทศคานาดา ความสำเร็จของมาร์โคนีเป็นการ เปิดโฉมหน้าใหม่ของการติดต่อสื่อสารระยะไกลโดยใช้คลื่น แม่เหล็กไฟฟ้าเป็นครั้งแรก มีผลทำให้การสื่อสารเป็นไปอย่าง สะดวกและรวดเร็ว ต่อมาเมื่อมีการผสมสัญญาณ เสียง สัญญาณภาพเข้ากับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าได้ก็ทำ ให้เกิดวิทยุกระจายเสียง และวิทยุโทรทัศน์ ตามลำดับ พัฒนาการอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีด้าน อิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ทำให้เครื่องมือและอุปกรณ์การ สื่อสารต่าง [...]

บริจาคอวัยวะชาติหน้าอาการไม่ครบสามสิบสอง

Posted by admin on October 4, 2012 (Comments Closed)
in Uncategorized
as

บริจาคอวัยวะชาติหน้าอาการไม่ครบสามสิบสอง เรารู้กันดีว่าการบริจาคอวัยวะเป็นกุศลและเป็นสิ่งที่พึงกระทำอย่างยิ่ง เพราะเป็นการมอบสิ่งที่จะชำรุดเสื่อมสลายไปให้กับคนที่ใช้ประโยชน์ได้ แต่หลายคนไม่ยอมบริจาคอวัยวะด้วยเหตุที่ฟังคนอื่นพูดมาช้านานว่า ระวังนะ บริจาคอวัยวะส่วนไหนในชาตินี้ ชาติหน้าจะไม่มีอวัยวะส่วนนั้น ก็พากันเชื่อและหวาดกลัวไปตามๆ กัน  ผู้เชี่ยวชาญจากสภากาชาดไทยอธิบายให้ฟังว่า ไม่ใช่เฉพาะคนไทยที่มีความเชื่อในเรื่องนี้ คนฝั่งตะวันออกของโลกก็มีความเชื่อคล้ายๆ กัน ซึ่งมีคำอธิบายที่ชัดเจนมากอย่างหนึ่งทางพุทธศาสนาและวิทยาศาสตร์ประกอบกัน คือเมื่อเราเสียชีวิตแล้ว จิตและวิญญาณจะออกจากร่าง โดยทิ้งร่างกายไว้ แล้วไปเวียนว่ายตายเกิดใหม่จนกว่าจะสิ้นกรรม ร่างกายนั้นก็จะเน่าเปื่อยไปในที่สุด เรื่องนี้เราทราบอยู่แล้วแม้จะไม่ได้เห็นด้วยตา ประเพณีปฏิบัติในศาสนาพุทธเองก็คือการเผาศพ ซึ่งก็ไม่มีอะไรเหลือนอกจากอัฐิและอังคารอยู่เล็กน้อย โดยจะนำไปลอยอังคารในแม่น้ำหรือแหล่งน้ำธรรมชาติบางคนก็นำไปไว้ที่ต้นไม้ เพื่อเป็นปุ๋ยให้กับต้นไม้ต่อไป    สิ่งที่สำคัญตามคตินี้คือเจตนาและกรรม ถ้าเรามีเจตนาอยากจะบริจาคอวัยวะ ถือเป็นกรรมดีที่ทำให้จิตเป็นกุศล ไม่เคยมีใครถามศัลยแพทย์ว่า อวัยวะที่ตัดออกไปในกระบวนการผ่าตัด จะทำให้ตัวเองสูญเสียอวัยวะนั้นไปในชาติภพหน้าหรือไม่ แต่เมื่อเสียชีวิตญาติมักจะกังวลเรื่องนี้ ซึ่งต้องช่วยกันอธิบายและโน้มน้าวใจใหม่เพราะเป็นความเชื่อที่เป็นอุปสรรคต่อการบริจาคอวัยวะมาก  ชีวิตที่มีธรรมะไม่ว่าในศาสนาใดนั้น คือไม่ให้ความเชื่อที่ผิดและขาดวิธีคิดทางวิทยาศาสตร์มาขัดขวางการทำความดีต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน